บัตรเครดิต

มีเรื่องเล่าขานกันมาว่า เมื่อหลายปีมาแล้ว ฝรั่งนายหนึ่งพาแขกไปเลี้ยงรับรองโดยรับประทานอาหารค่ำร่วมกันที่ภัตตาคาร หลังจากสรวลเสเฮฮา อิ่มหมีพีมันกับอาหาร มื้อค่ำแล้ว ก็ถึงเวลาเรียกบริกรมาคิดเงินค่าอาหาร ตามเรื่องเล่ากันมาไม่ได้บอกว่าผู้ร่วมโต๊ะอาหารได้ทยอยขอตัวไปห้องน้ำ ไปโทรศัพท์ หรือไปทำกิจธุระอื่น ตามวิธีการของผู้นิยมบริโภคโดยไม่ชอบจ่ายสตางค์หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ผู้เป็นเจ้าภาพถึงกับเหงื่อแตก เมื่อรู้ตัวว่ามีเงินไม่พอชำระค่าอาหาร ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้มีหน้าที่ชำระเงิน เป็นปัญหาและเป็นการแปรวิกฤติเป็นโอกาส เพราะทำให้เกิดแนวความคิดในการใช้เครื่องมือหรือสื่อกลางอย่างอื่นในการชำระหนี้แทนการชำระด้วยเงิน ซึ่งเป็นที่มาของบัตรเครดิต โดยมีการตั้งชื่อยี่ห้อบัตรเครดิตให้สอดคล้องกับคำว่า “อาหารค่ำ” ในภาษาอังกฤษด้วยสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาใช้ในการชำระค่าซื้อสินค้าและบริการมีมาแต่โบราณกาลแล้ว โดยเริ่มจากการใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ใช้ของมีค่า เช่น เบี้ย แร่โลหะที่มีค่า เช่น เงิน ทองคำ และพัฒนาต่อมาจนเป็นเหรียญกษาปณ์และธนบัตรในปัจจุบัน เป็นสื่อกลางในการชำระหนี้ และยังมีการพัฒนาต่อไปอีกเป็นการใช้บัตรเครดิต และก้าวหน้าต่อไปจนถึงการใช้ อี-คอมเมิร์ช ซึ่งเพียงแค่ใช้นิ้วกดปุ่มบนแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็สามารถซื้อสินค้าหรือบริการ พร้อมทั้งชำระเงินกับผู้ขายที่อยู่ห่างไกลกันได้แล้วสำหรับบัตรเครดิตหรือที่เรียกกันว่าเงินพลาสติก เป็นบัตรที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตหรือสถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร ออกให้แก่ลูกค้าผู้ขอใช้บัตรเครดิต โดยลูกค้าจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขอบัตรเครดิต และค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเครดิตเป็นรายปี แต่ในภาวะที่มีการแข่งขันกันสูง ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ดังกล่าวให้กับลูกค้า

เมื่อลูกค้าได้รับบัตรเครดิตมาแล้วก็สามารถนำบัตรไปซื้อสินค้าหรือบริการตามร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้ทำความตกลงยอมรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตไว้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิต ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะมีเครื่องหมายแสดงการยอมรับบัตรเครดิตติดไว้ให้เห็น เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกวิธีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้

ในกรณีที่ลูกค้าต้องการชำระราคาด้วยบัตรเครดิต ก็จะต้องมอบบัตรเครดิตนั้นให้กับร้านค้าไปทำรายการตามที่เราเรียกกันว่า “ รูดบัตร ” ซึ่งจะมีเอกสารที่เกิดจากการรูดบัตรที่เรียกกันว่า “ เซลส์สลิป ” ให้ลูกค้าเซ็นชื่อ หลังจากนั้นร้านค้าจะนำ “ เซลส์สลิป ” ไปขอรับเงินจากผู้ให้บริการบัตรเครดิต ซึ่งในปัจจุบันวิธีดังกล่าวได้พัฒนาไปใช้ระบบอิเลคทรอนิค ที่ส่งรายการเรียกเก็บเงินดังกล่าวทางคอมพิวเตอร์แทนการส่งเอกสารที่เป็นเซลส์สลิป

เมื่อผู้ให้บริการบัตรเครดิตจ่ายเงินให้กับร้านค้าแล้ว ก็จะมาเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตอีกทอดหนึ่ง

วิธีใช้บัตรเครดิตดังกล่าว นับว่าสะดวกสบายเพราะผู้ใช้ไม่ต้องพกเงินสดติดตัว เพียงแค่มีบัตรเครดิตใบเดียวก็สามารถจับจ่าย
ใช้สอยได้ในวงเงินตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ นอกจากนี้ผู้ใช้บัตรเครดิตยังได้ประโยชน์จากระยะเวลาในการชำระเงิน ซึ่งกว่าจะ ชำระเงินจริงแก่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตก็เป็นเวลาอีกหลายวันหลังจากที่มีการซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง แต่การใช้บัตรเครดิตนี้ก็อาจทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินกับการจับจ่ายใช้สอยจนเกินตัว โดยลืมคิดไปว่าอาจจะมีปัญหาในการจ่ายเงินให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตที่มาเรียกเก็บเงินในภายหลัง

หากลูกค้ามีข้อขัดข้องไม่สามารถจ่ายเงินตามเวลาที่กำหนด คราวนี้แหละปัญหากฎหมายจะตามมา เริ่มตั้งแต่การที่จะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่เดิมผู้ให้บริการบัตรเครดิตสามารถที่จะเรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าที่ไม่ชำระเงินตามกำหนดในอัตราดอกเบี้ยเท่าไรก็ได้ มีบางแห่งเคยกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ในปัจจุบันนี้อัตราดอกเบี้ยได้มีการควบคุมให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคบ้างแล้ว แต่ก็ยังถือว่าอัตราดอกเบี้ยของบัครเครดิตยังสูงมาก เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร

นอกจากนี้ลูกค้ายังอาจต้องชำระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่าติดตามทวงถาม ในกรณีถึงขั้นต้องฟ้องร้องกันในศาล ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเพิ่มเข้ามาอีกด้วย

การดำเนินคดีในศาล ลูกค้าซึ่งเปลี่ยนฐานะมาเป็นจำเลยมักมีข้อต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการ จึงไม่ได้เป็นหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตที่เปลี่ยนฐานะมาเป็นโจทก์ ต้องมาพิสูจน์การใช้บัตรเครดิตของจำเลยว่ามีการใช้บัตรเครดิตจริง และจำเลยเป็นหนี้ตามจำนวนเงินที่ฟ้องร้องกันจริง นอกจากนี้ยังมีข้อต่อสู้ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยว่า โจทก์เรียกอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป ซึ่งหากศาลเห็นด้วยกับข้อต่อสู้ของจำเลยก็จะมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือลดอัตราดอกเบี้ยลง เหลืออัตราที่เป็นธรรมกับโจทก์และจำเลย

ข้อต่อสู้ยอดฮิตของจำเลยอีกประการหนึ่ง คือเรื่อง “ อายุความ ” ข้อพิจารณาเรื่องนี้คือ ในกรณีที่หนี้สินเกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเรียกให้ลูกค้าชำระเงินจะมีอายุความ 2 ปี เริ่มนับตั้งแต่วันถึงกำหนดที่ลูกค้าต้องชำระเงินตามที่เรียกเก็บ หากปรากฏว่าไม่ได้มีการชำระเงินจนล่วงเลยเวลาสองปีแล้ว เจ้าหนี้นำคดีมาฟ้อง ถ้าลูกหนี้หยิบยกเรื่องหนี้ขาดอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ถ้าการใช้บัตรเครดิตรายใดมีข้อตกลงให้เรียกเก็บเงินโดยการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งเป็นข้อตกลงบัญชีเดินสะพัดที่ลูกค้ามีอยู่กับธนาคาร ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการบัตรเครดิตได้รับชำระเงินจากลูกค้าด้วยวิธีหักเงินของลูกค้าในบัญชีเดินสะพัด ซึ่งลูกค้าจะกลายมาเป็นลูกหนี้ในบัญชีเดินสะพัดของธนาคาร ถ้าไม่มีการชำระหนี้ ธนาคารอาจฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด กรณีนี้จะมีอายุความ 10 ปี โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ ถ้าเจ้าหนี้ฟ้องคดีภายใน 10 ปีก็เป็นอันว่าคดีนั้นไม่ขาดอายุความ

ผู้บริโภคมีข้อควรระวังเกี่ยวกับบัตรเครดิต คือ

1. การขอใช้บัตรเครดิตในขณะนี้ทำได้ง่ายมาก เพียงแต่ส่งใบสมัครทางไปรษณีย์พร้อมเอกสารประจำตัว คือสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัญชีเงินฝาก เมื่อผู้ให้บริการบัตรเครดิตอนุมัติก็จะส่งบัตรเครดิตมาให้ผู้ขอทางไปรษณีย์เช่นเดียวกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องพบหน้าค่าตากันแต่อย่างไร เป็นช่องทางให้ผู้ทุจริตลักลอบนำเอกสารประกอบคำขอดังกล่าวของคนอื่นไปใช้ขอบัตรเครดิตได้ จึงเป็นข้อสังเกตให้พึงระวังว่าต้องเก็บรักษาเอกสารสำคัญไว้ให้ดี

2. ในกรณีที่ต้องการขอใช้บัตรเครดิต เวลากรอกใบสมัครฯ หากมีบริการเสริมส่วนใดที่ไม่ต้องการใช้ ต้องขีดคร่อมข้อความหรือช่องว่างที่ให้กรอกข้อความทิ้ง เช่น การขอให้คนอื่นมีสิทธิใช้บัตรเสริมคู่กับบัตรหลักของเรา, การขอเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ ฯลฯ เป็นการปิดช่องทางที่อาจเกิดการทุจริต

3. เมื่อบัตรเครดิตสูญหายหรือถูกขโมยไป ผู้ใช้บัตรเครดิตยังคงต้องรับผิดชอบต่อรายการใช้บัตรเครดิตที่เกิดขึ้น จนกว่าจะได้แจ้งผู้ให้บริการบัตรเครดิตทราบถึงการที่บัตรสูญหายแล้ว จึงควรจะจดจำหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ให้บริการบัตรเครดิตไว้ เมื่อเกิดกรณีบัตรสูญหายจะต้องโทรศัพท์แจ้งระงับการใช้บัตรทันที หลังจากนั้นต้องหาวิธีแจ้งบัตรสูญหายให้มีหลักฐานการแจ้งไว้ด้วย เช่น แจ้งเป็นหนังสือส่งถึงผู้ให้บริการบัตรเครดิตโดยเก็บหลักฐานการส่งเพื่อใช้อ้างอิงต่อไป

4. ระมัดระวังการค้างชำระหนี้อย่าให้กลายเป็นหนี้เสีย เพราะข้อมูลเครดิตจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ศูนย์ประมวลข้อมูลเครดิต หากในโอกาสหน้าที่ต้องทำกิจการเกี่ยวข้องกับการเงิน ก็อาจถูกตรวจสอบพบข้อมูลหนี้เสียใน “ บัญชีดำ ” ได้

บัตรเครดิตจึงมีทั้งประโยชน์และอาจมีทั้งปัญหากับผู้ใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความระมัดการเก็บรักษาบัตรเครดิต การวางแผนใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และถ้าหากมีปัญหาหนี้สินที่ไม่สามารถใช้หนี้คืนให้กับเจ้าหนี้ได้แล้วก็จะเป็นปัญหาที่ติดตัวไปในระยะยาวได้

 

Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

Comments are closed.

Powered by WordPress