7 วิธีสมัครบัตรเครดิต

7 วิธี ให้คุณคิดง่ายๆ ก่อนที่จะตัดสินใจสมัครบัตรเครดิต มาฝากกัน

1.กิจกรรมที่ทำบ่อยๆ
คุณลองถามตัวเองก่อนว่าเราทำกิจกรรมไหนบ่อยๆ เช่น เดินทาง รักสุขภาพ ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร ฯ เพราะถ้าเราชอบทำ หรือทำกิจกรรมไหนบ่อยๆ เราควรเลือกบัตรเครดิต

ที่มีโปรโมชั่นร่วมกับ สายการบิน โรงพยาบาล คลินิก โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร นั้นๆ เพราะจะมีโปรโมชั่น ส่วนลดให้เป็นพิเศษ อย่างส่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น :

-ช้อปปิ้งที่ Central ก็ควรมีบัตรเครดิต เซ็นทรัลการ์ด
-ช้อปปิ้งที่ Robinson ก็ควรมีบัตรเครดิต กสิกรไทย โรบินสัน
-เดินทางกับ การบินไทย บ่อยๆ ก็ควรมีบัตรเครดิต อิออน รอยัล ออร์คิด
-เดินทางกับ แอร์ เอเชีย บ่อยๆ ก็ควรมีบัตรเครดิต แอร์ เอเชีย กสิกรไทย
-ใช้บริการด้านสุขภาพกับ โรงพยาบาลกรุงเทพ ก็ควรมี บัตรเครดิต โรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย
เป็นต้น
2.สิทธิ์ประโยชน์ ส่วนลด

บัตรที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเรา เช่นการให้ส่วนลดต่างๆ การให้เงินสด Cash Back คืนเข้าบัญชี การนำคะแนนสะสม มาชำระค่าสินค้า และบริการเพิ่มได้

หรือการให้สิทธิพิเศษ ที่จอดรถ ฟรี ในที่ๆ ที่เราไปบ่อยๆ หรือการนำคะแนนสะสม มาแลกเป็นไมล์สะสมกับสายการบิน ซึ่งจะทำให้เราอาจได้เดินทางฟรีๆ
3.ค่าธรรมเนียมรายปี

ควรเลือกสมัคร ทำบัตรเครดิต และใช้บัตรเครดิต ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี เช่น บัตรเครดิต KTC ฟรีค่าธรรมเนียม แรกเข้า และรายปี ตลอดชีพ ฯ

หรือมีเงื่อนไขง่ายๆ ในการขอยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมรายปี เช่นการ สมัครทำบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์ อิออน จะไม่เสียค่าธรรมเนียมรายปี ตลอดชีพ เป็นต้น
4.ดอกเบี้ยต่ำที่สุด

เผื่อไว้ ในกรณี ที่เราไม่สามารถชำระเงินเต็มจำนวน ตามยอดที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยเลือกชำระตามยอดขั้นต่ำ ที่บัตรเครดิตที่กำหนดไว้ แทน ซึ่งจะช่วยให้เราเสียดอกเบี้ย น้อยลง ซึ่งในยุคนี้ เกือบเท่ากันทุกเจ้าแล้ว
5.วงเงินบัตรเครดิต

วงเงินบัตรเครดิต ที่มีควรเพียงพอกับกำลังเงินที่เราสารถจะชำระได้ ไม่ควรขอวงเงิน หรือ ขอเพิ่มวงเงิน ให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ตามวงเงินบัตรเครดิต ที่เพิ่มขึ้น

อีกทั้งหากบัตรเครดิต หาย หรือถูกขโมยไป ใช้งาน การมีวงเงินบัตรเครดิตสูงๆ อาจจะก่อปัญหา ให้เราได้อย่างมาก
6.บริการแจ้งข้อมูล

บัตรเครดิตควรจะมีบริการ แจ้งข้อมูล ข่าวสาร หรือแจ้งยอดการใช้จ่าย ทาง SMS หรือ E-mail เพื่อให้เรารู้ได้ทันที ที่มีการใช้บัตรเครดิต

เพื่อความปลอดภัย และสามารถตอบสอบความถูกต้องได้ ซึ่งบางธนาคาร จะมีบริการ SMS Alert ฟรี เช่น บัตรเครดิต กสิกรไทย เป็นต้น
7.ช่องทางการชำระเงิน

ควรเลือกทำบัตรเครดิต กับสถาบันการเงินที่ มีจุดให้บริการ ที่มาก และสะดวกที่สุด เช่น Counter ธนาคาร, Internet Banking, Mobile Banking, ตู้ ATM โดยใช้ Barcode

ซึ่งจะทำให้เราชำระเงินได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แทนการไปชำระที่จุดให้บริการ Bill Payment เช่น ร้าน 7-11, Tesco Lotus, Big C ฯ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 5 – 35 บาท/ครั้งเลยทีเดียว

เอาประกันส่งซ่อม

เอารถที่เอาประกันส่งซ่อมอย่างไร

  • บริษัทประกันจะจัดการให้รถคุณส่งซ่อมในอู่ที่อยู่ในเครือของบริษัทประกัน
  • หากคุณต้องการซ่อมอู่นอกเหนือไปจากที่อยู่ในเครือของบริษัทประกัน คุณต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบ
  • บริษัทประกันอาจทำการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ หากมองเห็นว่าไม่สามารถซ่อมได้
  • ก่อนส่งรถเข้าซ่อม โปรดเช็คทรัพย์สินของคุณให้ดีก่อน และจดบันทึกเอาไว้
  • ก่อนรับรถหลังซ่อม เช็คและตรวจสภาพว่าพึงพอใจหรือไม่ก่อนลงนามรับรถ หากไม่พอใจในการบริการ แจ้งบริษัทประกันได้ทันที
  • คุณมีสิทธิ์ในการตรวจเช็คสภาพรถในจุดที่ซ่อมได้ตลอดเวลากับอู่ในเครือของบริษัทประกัน
  • ถ้าการซ่อมล่าช้าผิดปกติ สามารถแจ้งบริษัทประกันได้ทันที
  • ถ้าตามหน้ากรมธรรม์ของคุณระบุว่า คุณต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง ทางบริษัทประกันจะให้อู่ในเครือของประกัน เก็บค่าใช้จ่ายส่วนนั้นจากคุณโดยตรง

ประกัน พ.ร.บ.

ประกันรถยนต์คุ้มครองอะไรบ้าง
ประกัน พ.ร.บ.

คือประกันรถยนต์ภาคบังคับ ที่ยานพาหนะทุกคันต้องมี โดยจะคุ้มครองแค่ “บุุคคล” เท่านั้น แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ “รถ”

ความคุ้มครองความเสียหายกับรถจากการชน

การคุ้มครองในส่วนนี้จะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนผิดหรือไม่ก็ตาม และถ้าค่าซ่อมแซมสูงกว่าราคารถยนต์ บริษัทประกันจะดำเนินการเปลี่ยนรถยนต์ให้ใหม่ตามราคาตลาดในขณะนั้น

ความคุ้มครองรวม

นอกเหนือไปจากการชนนั้น การคุ้มครองในส่วนนี้ คือในกรณีรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ของตกใส่รถ สัตว์ทำร้าย ซึ่งการคุ้มครองประเภทนี้ถือว่ามีราคาแพงที่สุด

ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล

ในส่วนนี้ บริษัทประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณ ผู้โดยสาร หากมีการชนเกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำผิดก็ตาม

ความคุ้มครองส่วนบุคคลในกรณีบาดเจ็บ

ส่วนนี้จะต่อไปจากความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล โดยจะคุ้มครองในกรณีที่คุณไม่สามารถไปทำงานได้ โดยจะจ่ายรายได้ที่หายไป รายจ่ายในการเลี้ยงดูบุตร หรือค่าใช้จ่ายในงานศพเป็นต้น

ความคุ้มครองอื่นๆ

นอกจากความคุ้มครองขั้นพื้นฐานที่ว่าแล้ว คุณสามารถเลือกความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีก อาทิ การเปลี่ยนรถใหม่ โบนัสหากไม่มีการแจ้งเคลม เป็นต้น

การคุ้มกันผู้ต้องหา

จะมีประโยชน์ในกรณีที่คุณเป็นคนผิดและถูกจับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ประกันรถยนต์

คุณต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับประกันรถยนต์
เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ว่า ประกันรถยนต์ ก็สำคัญในการจับรถ ไม่แพ้การมีใบขับขี่ เพราะเราขับขี่บนท้องถนน เราต้องการความคุ้มครองจากสิ่งที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าจะเลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะกับเราได้อย่างไร ซึ่งจุดนี้ MoneyGuru.co.th จะเข้ามาช่วยคุณ แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ก่อนที่จะเลือกประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ทำงานอย่างไร

หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ตามมาคือ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายที่เกิดต่อรถของคุณ และรถคู่กรณี ความเสียหายต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้จะถูกจัดการด้วย “ประกันรถยนต์” โดยบริษัทประกันจะจัดเก็บเบี้ยประกันจากคุณตามประเภทประกันรถยนต์ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น และมีการเคลม ประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ

การประกันรถยนต์ภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.253 คือการบังคับให้รถยนต์ทุกคันที่จดทะเบียนกับการขนส่งทางบกจะต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ที่ว่านี้ หากไม่ทำก็จะมีความผิด มีโทษปรับไม่เกิน10,000บาท หรือแม้ทำแล้วแต่แต่ไม่ติดเครื่องหมายไว้ (สติกเกอร์ พ.ร.บ.บุคคลที่ 3) ที่รถให้เห็นชัดเจนก็มีโทษปรับไม่เกิน1,000บาท ประกันนี้จึงมักเรียกกันย่อ ๆ ว่า ประกันภาคบังคับ

ประกันรถยนต์ภาคบังคับจะคุ้มครองเฉพาะ “บุคคล” ไม่คุ้มครอง “รถ”

เลือกซื้อประกันรถยนต์

เลือกซื้อประกันรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย
หลายๆ คนที่ขับรถยนต์มักจะคิดว่าการซื้อ “ประกันรถยนต์” คือภาระทางการเงินเพิ่มเติม ที่ไม่ค่อยจะอยากเสียเท่าไหร่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆ มันคือวิธีการจัดการ “ความเสี่ยง” ได้ดี เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าในอนาคตเราจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นหรือไม่ หรืออาจจะมีคนขโมยรถ เป็นต้น

การขับรถ คุณอาจจะเจออันตรายได้ทุกเมื่อ และไม่ว่าใครจะเป็นคนผิดก็ตาม การที่คุณไม่มีประกันคุ้มครองไว้ คุณอาจจะต้องจบลงด้วยการเสียเงินมากกว่าที่คุณในการซ่อมแซมค่าเสียหายต่างๆ เป็นต้น

ประกันรถยนต์ในประเทศไทย
ประกันรถยนต์เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันมี ซึ่งขั้นต่ำก็คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับนั่นคือ Compulsory Third Party Liability Insurance (CTPL) หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งจะครอบคลุมค่าสินไหมทดแทนให้แก่คนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุนั้นๆ แต่ไม่รวมค่าใช้จ่ายจากความเสียหายของตัวยานพาหนะ

ประหยัดเงินกับประกันรถยนต์
การซื้อรถและการดูแลรักษารถก็มีราคาพอควรแล้ว นี่คือสาเหตุที่ทำไมคุณจึงควรเลือกประกันรถยนต์ที่ดีที่สุด และเหมาะที่สุด เพราะมันจะทำให้คุณได้ทั้งประกันรถยนต์ที่ดี ครอบคลุมตรงใจคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็สามารถประหยัดเงินไปด้วยได้ในตัว แต่คุณจะประหยัดเงินคุณอย่างไร?

รถยนต์ถูก ประกันรถยนต์ก็ถูกตาม
ราคาของประกันรถยนต์ส่วนหนึ่งมาจากรุ่นรถยนต์ ราคา ตัวเครื่อง ซึ่งหากคุณซื้อรถยนต์ราคาแพง แน่นอนว่าตัวประกันรถยนต์ของคุณก็จะสูงตามไปด้วย ไหนจะค่าดูแลรักษาในระยะยาวที่แพงกว่ารถราคาประหยัด โดยเฉพาะรถสไตล์อีโค คาร์ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ควรเลือกให้ดีว่าคุณต้องการรถยนต์แบบไหน แล้วจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเป็นรถยนต์มือ 1 เพราะรถยนต์มือ 2 ก็คุณภาพดีและราคาถูกกว่ามาก

ประเภทของประกันภัยรถยนต์

นอกจากประกันรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ที่คุณต้องมีแล้ว ยังมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ที่คุณสามารถเลือกได้ดังนี้

  • ประกันรถยนต์ ชั้น 1
    ประกันรถยนต์ชั้น 1 คือประกันรถยนต์ที่มีความครอบคลุมมากที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งยานพาหนะ ชีวิต การบาดเจ็บ ของทั้งผู้ขับ คู่กรณี และบุคคลที่สามที่ได้รับผลกระทบด้วย
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2
    ประกันรถยนต์ชั้น 2 ครอบคลุมความเสียหายกับยานพาหนะทุกคันที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเหตุรถหาย และไฟไหม้อีกด้วย
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3
    ประกันรถยนต์ชั้น 3 ครอบคลุมทรัพย์สินและชีวิตของคู่กรณีและบุคคลภายนอก รวมไปถึงค่าพยาบาลของคนขับ และผู้โดยสารของรถที่เอาประกัน
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3+
    ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ครอบคลุมเหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 3 แต่มีเพิ่มขึ้นมาคือ การคุ้มครองรถยนต์ของผู้เอาประกันด้วย เฉพาะในกรณีที่มีการชน และมีคู่กรณีเท่านั้น จะไม่คุ้มครองในกรณีความเสียหายต่อตัวรถยนต์ในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2+
    ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะเหมือนกับประกันรถยนต์ชั้น 3+ แต่เพิ่มความคุ้มครองในกรณีที่รถหาย หรือเหตุไฟใหม้เข้ไปด้วย

บัตรเครดิตมีค่าธรรมเนียม

บัตรเครดิตมีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง?

เมื่อบัตรเครดิตได้รับการอนุมัติแล้ว คุณก็ควรรับทราบถึงค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่มากับบัตรเครดิต ซึ่งมีดังต่อไปนี้

ดอกเบี้ยต่อปี (APR)
- ดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละต่อปี หรือ Annual Percentage Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่คุณจะต้องจ่าย หากคุณจ่ายยอดชำระบัตรเครดิตไม่ครบ ซึ่งถือเป็นยอดค้างชำระ หากคุณไม่ระวัง อัตราดอกเบี้ยต่อปีอาจบานปลายถึงกว่าร้อยละ 40% นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณควรชำระยอดเงินในแต่ละเดือนให้ครบ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยยอดค้างชำระ

ค่าธรรมเนียมรายปี (Annual Fee)
- ในการใช้บัตรเครดิต คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี บัตรแต่ละใบเก็บค่าธรรมเนียมต่างกันไป มีตั้งแต่จากปีละ 200 บาทถึงปีละ 5000 บาท โดยที่บริษัทหรือธนาคารบางแห่งจะให้การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก ในกรณีนี้ ผู้ถือบัตรจะเริ่มจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีในปีที่สองของการใช้งาน

ค่าธรรมเนียมการโอนหนี้ (Balance Transfer Fee)
- หากคุณเคยสมัครบัตรเครดิตมาก่อน และต้องการอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงหรืออัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ คุณสามารถโอนหนี้ยอดค้างชำระทั้งหมดไปที่บัตรใหม่ นอกจากนี้ หากคุณถือบัตรเครดิตอยู่หลายใบและต้องการจะรวบรวมยอดค้างชำระทั้งหมดไปอยู่ในบัตรใบเดียวเพื่อการชำระหนี้ที่สะดวกขึ้น คุณก็สามารถทำการโอนหนี้ ทั่วไปแล้วค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ประมาณ 2% ขึ้นกับยอดหนี้ที่ต้องการโอน แต่อย่าลืมว่ายอดหนี้ที่สามารถโอนได้ก็ขึ้นอยู่กับวงเงินของบัตรใหม่

ค่าธรรมเนียมการเบิกเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance Fee)
- หากต้องการเบิกเงินสดด้วยบัตรเครดิต คุณอาจต้องเสียอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละกว่า 4% ของจำนวนเงินสดที่เบิกหรือค่าธรรมเนียมคงที่ต่อครั้ง ด้วยเหตุนี้ เวลาจะเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตคุณควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องชำระ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการคืนเงินซึ่งเบิกล่วงหน้า เพราะฉะนั้น คุณควรจะคิดให้ดีทุกครั้งก่อนตัดสินใจเบิกเงินสดล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิต

ค่าธรรมเนียมธุรกรรมในต่างประเทศ (International Transaction Fees)
- การใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม คุณควรสอบถามธนาคารเพื่อรับมือกับค่าบริการเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นหากคุณนำบัตรเครดิตไปจับจ่ายใช้สอยนอกประเทศ ซึ่งค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ประมาณ 3% แต่อาจจะสูงขึ้นหากใช้บ่อย

ค่าธรรมเนียมเมื่อใช้บัตรเกินวงเงิน (Overlimit Fees)
- โดบปกติแล้ว ธุรกรรมของคุณจะไม่ได้รับการอนุมัติหากมีการใช้จ่ายเกินวงเงิน แต่ในบางกรณีที่ใช้จ่ายเกินวงเงินจำกัด คุณอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ทางที่ดีคือพยายามควบคุมการใช้จ่ายไม่ให้เกินวงเงินที่กำหนด

ค่าธรรมเนียมเมื่อชำระหนี้ไม่ถึงขั้นต่ำ (Underpayment Fees)
- หากคุณลืมชำระยอดหนี้บัตรเครดิต หรือชำระหนี้ไม่ถึงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ทางผู้ออกบัตรได้กำหนดไว้ คุณต้องเสียค่าธรรมเนียมในการชำระหนี้ไม่ถึงขั้น

เอกสารสมัครบัตร

เอกสารจำเป็นในการสมัครบัตรเครดิต

หากต้องการจะสมัครบัตรเครดิต คุณต้องใช้เอกสารดังต่อไปนี้

ใบสมัคร
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนาบัญชีเงินฝากประจำ
สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง (บัญชีเงินเดือน)
สามารถกู้เงินผ่านบัตรเครดิตได้เท่าไหร่?

จำนวนเงินสูงสุดที่สามารถกู้ผ่านบัตรเครดิตขึ้นอยู่กับชนิดและวงเงินของบัตร หลังจากได้รับการอนุมัติจากทางธนาคาร คุณสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่บัตรเครดิตหรือสอบถามกับทางคอลเซนเตอร์ว่าคุณมีวงเงินเท่าไหร่ และถามคำถามอื่นที่คุณอยากทราบ

บัตรเครดิตมีชนิดใดบ้าง?

บัตรเครดิตแบ่งออกเป็นหลายชนิดดังต่อไปนี้

บัตรเครดิตทั่วไป

จุดประสงค์ของบัตรเครดิตทั่วไปคือการที่ผู้ถือบัตรสามารถมีงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใช้ในยามที่ต้องการหรือยามฉุกเฉินขณะที่กำลังรอรายได้จากที่อื่น

บัตรเครดิตพรีเมี่ยม

บัตรเครดิตพรีเมี่ยม เช่นบัตรแพลทินัม บัตรทอง หรือบัตรพลัส คือบัตรสำหรับผู้ที่มีประวัติเครดิตดี และมีรายได้สูงในระดับหนึ่ง บัตรเครดิตชนิดนี้มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัตรเครดิตทั่วไป แต่ก็มอบสิทธิพิเศษและผลประโยชน์ให้กับผู้ถือบัตรมากกว่าเช่นกัน เช่นการสะสมแต้มเพื่อแลกรับรางวัลพิเศษ การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ของกำนัล ส่วนลดต่างๆ การอัพเกรดโรงแรมที่พัก ฯลฯ

บัตรเครดิตไลฟไสตล์

บัตรเครดิตไลฟไสตล์คือบัตรเครดิตที่สามารถรองรับหรือไลฟสไตล์บางอย่าง เช่นบัตรเครดิตที่เหมาะกับคนที่ชอบชอปปิ้งซื้อของ หรือบัตรที่เหมาะกับการเติมน้ำมัน

บัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ

บัตรเครดิตเพื่อธุรกิจเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้บัตรเครดิตในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะ เช่นการจองเที่ยวบินออกต่างประเทศในการเดินทางเพื่อธุรกิจ บัตรเครดิตชนิดนี้ให้สิทธิพิเศษในการสะสมไมล์และรับเงินคืน (cash back)

วิธีการสมัครบัตรเครดิต

วิธีการสมัครบัตรเครดิต
วิธีการสมัครบัตรเครดิตมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

ค้นหาข้อมูล
ก่อนตัดสินใจสมัครบัตรเครดิต คุณควรมีความชัดเจนว่าจะใช้งานอย่างไร และควรพยายามเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะสมกับคุณที่สุด คุณต้องการจะเพิ่มงบประมาณการซื้อของของตนเองหรือไม่ หรือคุณต้องการสมัครบัตรเครดิตเพื่อสะสมแต้มแลกรับของราง แลกส่วนลด หรือรับเงินคืน คุณอาจต้องการใช้บัตรเครดิตเพื่อการค้าสำหรับธุรกิจส่วนตัว คุณควรจะจดคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรเครดิตเพื่อนำไปถามเจ้าหน้าที่บัตรเครดิต นอกจากนี้ คุณควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมรายปี เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ ระยะเวลาที่สามารถค้างชำระโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย กำหนดการณ์ชำระหนี้ และเงื่อนไขสำคัญอื่นที่มักจะอยู่ในข้อตกลง อย่าลืมเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของบัตรแต่ละธนาคาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

เตรียมตัวสำหรับการตรวจสอบประวัติเครดิต
ธนาคารต้องการทราบว่าคุณสามารถชำระยอดเงินในแต่ละเดือนได้หรือไม่ คุณควรเตรียมตัวสำหรับการตรวจสอบประวัติเครดิต โอกาสที่คุณจะได้รับอนุมัติจะเพิ่มขึ้นมากหากทางธนาคารพบว่าคุณมีเครดิตที่ดี ไม่เคยค้างชำระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าโทรศัพท์ ประวัติเครดิตของคุณยังรวมไปถึงการกู้ยืมเงินในอดีต นอกจากนั้น ธนาคารก็จะขอข้อมูลเกี่ยวกับประวัติงาน เงินเดือน และอายุของคุณ

ตัดสินใจว่าคุณต้องการสมัครบัตรเครดิตผ่านช่องทางไหน
เเมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วว่าจะสมัครบัตรเครดิตของธนาคารใด คำถามต่อไปคือคุณจะสมัครด้วยวิธีไหน วิธีที่ง่ายและสะดวกสบายที่สุดคือการสมัครออนไลน์ ซึ่งเครื่องมือเปรียบเทียบบัตรเครดิต ของMoneyGuru.co.thจะเป็นประโยชน์ต่อคุณ

ตรวจสอบทุกอย่างให้แน่ใจก่อนส่งเอกสาร
คุณควรตรวจสอบเอกสารทุกอย่างว่าครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ถูกปฏิเสธการขออนุมัติบัตรหรือถูกตีกลับเพราะยื่นเอกสารไม่ครบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้กรอกข้อมูลบนใบสมัครอย่างครบถ้วน และสะกดถูกต้อง การตรวจสอบใบสมัครจะช่วยประหยัดเวลา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแก้ไขและส่งใบสมัครซ้ำอีกรอบ

การใช้บัตรเครดิต

วิธีการใช้บัตรเครดิต
เลือกสินค้าที่คุณต้องการซื้อ
คำนวณคร่าวๆ ว่าคุณจะต้องผ่อนจ่ายรายเดือนเท่าไหร่จนกว่ายอดค้างชำระจะหมด
ยื่นบัตรเครดิตของคุณให้แคชเชียร์เพื่อชำระเงิน
แคชเชียร์จะพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน และยื่นใบเสร็จให้คุณพร้อมบัตรเครดิต
ตรวจสอบยอดชำระเงินบนใบเสร็จให้เรียบร้อย ถ้าถูกต้อง เซ็นใบเสร็จทั้งสองใบ คืนให้แคชเชียร์หนึ่งใบและเก็บไว้กับตัวอีกหนึ่งใบ
เก็บใบเสร็จทั้งหมดของคุณไว้เพื่อตรวจสอบธุรกรรมทางบัตรเครดิตทั้งหมด
วิธีการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าออนไลน์

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการค้าที่คุณกำลังติดต่ออยู่นั้นมีความน่าเชื่อถือก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกรรม
ในหน้าชำระเงินและหน้าเช็คเอาท์สินค้า ดูให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของผู้ประกอบการมีความน่าเชื่อถือโดยการตรวจสอบ URL ของเว็บไซต์ซึ่งควรเริ่มต้นด้วย
ตรวจสอบใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตหรือ billing statement ทุกเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดใด หรือธุรกรรมที่น่าสงสัย
อย่าส่งข้อมูลบัตรเครดิตผ่าน e-mail โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจากแฮคเกอร์และโปรแกรมที่เป็นอันตราย

sbobet
sbobet
รถมือสอง
Powered by WordPress